I watched The Avengers already!
No word for Hiddles and Loki…They are AWESOME!
2012/03/14 Chelsea vs. Napoli
Branislav Ivanovic & Andriy Shevchenko
Wait! What are they doing together?
Because Sheva is a best friend of Brani. Sheva help Brani many thing when they are in Chelsea together, and Brani always remember what Sheva do for him. <3
So…WHY CAN’T AVB MAKES OUR PLAYERS PLAY LIKE TODAY’S GAME?
(Source: avb-chelsea)
เขาตัดสินใจออกไปหาเธอตามคำชวน
โดยปกติโคอิจิถูกมองเป็นพวกสันโดษ ค่อนข้างจะพูดน้อย ไม่ค่อยเข้าหาใครก่อนมากนัก แต่ถ้ามีใครเข้ามาคุยด้วยเขาก็ไม่ปฏิเสธการสนทนาระหว่างกัน ทว่านั่นก็เกิดขึ้นไม่บ่อย ดังนั้นหลายครั้งเขาจึงไม่มีโอกาสเปิดปากพูดกับใครเลยตลอดทั้งวัน
โคอิจิไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ แต่ยามที่เขาถือหนังสือในมือคนอื่น ๆ จะเว้นระยะห่างจากเขาในแบบที่เขาต้องการพอดี ไม่เข้ามาใกล้เขาถ้าไม่ใช่ธุระสำคัญ ไม่ออกห่างจากกันและกันมากเสียจนเขามองไม่เห็นเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
บางครั้งก็มีคนที่เข้ามาใกล้ชิด แต่ก็ทนอยู่ในวงโคจรของเขาได้ไม่นานนัก ดังนั้นในตอนที่ยูมิส่งข้อความมาหาเขา เขาคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นแบบนั้น เธออาจจะวนเวียนอยู่ข้างตัวเขาอีกสักพัก แต่จะนานแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องที่ยากคาดเดา
เมื่อพบกัน ยูมิดึงเขาเข้าไปในย่านการค้า ผู้คนพลุกพล่านเพราะว่าร้านต่าง ๆ ยังคงเปิดบริการอยู่ พอเห็นแบบนั้นโคอิจิเองจากที่อยากไปด้วยก็กลายเป็นไม่อยากเสียแล้ว
“งั้นนายอยากไปที่ไหนล่ะ” ยูมิเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเขาพึมพำบ่นว่าแถวนี้คนเยอะจะตาย โชคร้ายที่เขาเองก็ไม่มีที่อื่นที่อยากไป สุดท้ายเลยปล่อยให้อีกฝ่ายนำทางฝ่าฝูงคนเข้าไปยังใจกลางของย่านนั้นในที่สุด
พวกเขาแวะซื้อน้ำผลไม้ปั่น ต่อด้วยการเดินเข้าร้านเสื้อผ้า พอหยิบจับกันไปมาก็ได้เสื้อมาคนละตัวสองตัว จนกระทั่งผ่านร้านขายตุ๊กตาถักและของที่ระลึกยูมิถึงได้มีท่าทีกระตือรือล้นขึ้นก่อนจะชักชวนให้เขาลองแวะเข้าไปดูด้วยกัน ทว่าเมื่อก้าวเข้าไปแล้วในร้านกลับเงียบเหงากว่าที่คิดทั้งที่หน้าร้านตกแต่งด้วยสีสันอ่อนหวานสดใส เจ้าของร้านก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นทั้งที่ประตูร้านก็ไม่ได้ล็อกอยู่แท้ ๆ
“แปลกจัง” ยูมิเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่นานนัก ในเมื่อตั้งใจจะเข้ามาดูเฉย ๆ อยู่แล้วการที่เจ้าของร้านไม่อยู่เฝ้ามันก็ดีเหมือนกัน หญิงสาวเดินไล่ดูตุ๊กตาและของที่ระลึกบนชั้นวางระดับต่าง ๆ อย่างไม่รีบร้อน ขณะที่ชายหนุ่มที่มาด้วยกันกับเธอยืนอยู่กลางร้านและมองไปรอบ ๆ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ๆ บนชั้นวางหลังเคาน์เตอร์ เขาจึงเดินอ้อมโต๊ะเคาน์เตอร์ไปเพื่อจะหยิบมันมาดู แต่แล้วปลายเท้าของเขาก็เหยียบเข้ากับน้ำที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นเสียก่อน…
แต่ไม่ นั่นไม่ใช่น้ำ แต่เป็นกองเลือดสีแดงเข้มที่กระจายออกเป็นวงกว้าง บนกองเลือดที่ว่าเป็นร่างของคุณลุงวัยกลางคนสวมผ้ากันเปื้อนลายคุณหมีน่ารักที่น่าจะเป็นเครื่องแบบของร้าน และเมื่อมองเลยไปอีกนิดก็จะพบเครื่องคิดเงินที่ลิ้นชักของมันถูกเปิดทิ้งไว้ เงินที่ควรจะมีอยู่ในนั้นบ้างก็หายไปเสียหมด
แล้วโคอิจิก็พบว่าตัวเองถือมีดอยู่ในมือ
ความจริงคือ แต่เดิมเงินทอนที่เตรียมไว้ในเครื่องนั้นมีอยู่ไม่ถึงห้าพันเยน ตัวเขาบุกเข้ามาอย่างใจเย็น ตรงไปที่เคาน์เตอร์เหมือนจะสอบถามอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็ชักมีดออกมา จ้วงแทงคุณลุงเจ้าของร้านนับสิบแผล ผ้ากันเปื้อนที่เคยสวมใส่อยู่ทุกวันขาดเป็นริ้วพร้อมกับเลือดที่พุ่งทะลักออกมาย้อมทุกอย่างกลายเป็นสีแดงฉาน โคอิจิออกอาการหัวเสียขึ้นมาเมื่อพบว่าเงินที่มีอยู่ในเครื่องนั้นน้อยนิด แถมในตัวคุณลุงหน้าโง่นี่ก็ไม่มีเงินสักเยน แต่ช่างปะไร… ถ้าแค่ต้องการเงิน เขาคงไม่ต้องแทงเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก
มันต้องมีเหตุผลที่จะฆ่าใครสักคนให้ตายคามืออย่างโหดเหี้ยม
มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่จะทำให้คน ๆ หนึ่งก่อการฆาตกรรม
ทว่าไม่ใช่เขาที่ฆ่า
เขาเพียงแต่สวมบทฆาตกรในหัวตัวเอง
คุณลุงเจ้าของร้านได้ตายจากไปก่อนที่เขาจะได้รู้จักกัน
“ทำอะไรอยู่เหรอ” ยูมิยื่นหน้าข้ามโต๊ะเคาน์เตอร์เข้ามาดู ก่อนจะร้อง “อุ๊ย” ขึ้นเมื่อเห็นศพที่พื้น โคอิจิเงยหน้าขึ้นมองยูมิและเลิกคิดถึงฆาตกรชั่วคราว แต่ในหัวกลับมีเรื่องของยูมิตอนที่พวกเขาพบกันในรถไฟปรากฎขึ้นมา
“คุณลุงตายแล้ว” โคอิจิว่า “ชิงทรัพย์ล่ะมั้ง”
ยูมิส่ายหน้าก่อนตอบว่า “ไม่ใช่หรอก” แต่ว่าไม่ได้อธิบายอะไรต่อ
‘ไม่ใช่หรอก’ เป็นคำตอบเดียวกับของโคอิจิ
ยูมิผ่านมันมาแล้วเธอย่อมรู้ดีกว่าเขา
รู้ถึงความเกลียดชัง กดดัน…สิ่งที่ไม่อาจปล่อยวางได้
ความเกลียดที่ทำให้ฆ่า
“ตุ๊กตา” เขาเอ่ยขึ้น “เอาไปกันเถอะ”
โคอิจิหยิบถุงจากใต้เคาน์เตอร์มาหลายใบก่อนจะส่งให้ยูมิ ในทีแรกเธอมองเขาอย่างงง ๆ แต่แล้วก็เผยท่าทางอารมณ์ดีออกมาและเดินไปเลือกตุ๊กตาใส่ถุง เขาไม่ทันได้สนใจว่าเธอเอาอะไรไปบ้าง แต่เขาเอื้อมหยิบตุ๊กตาตัวที่เล็งไว้แต่แรกลงถุงใบหนึ่งก่อนจะยืนลังเลอยู่อีกสักครู่ แต่เขาไม่มีอะไรอย่างอื่นในร้านที่อยากได้ หรือว่าสนใจ จนกระทั่งเขาย้อนกลับมามองคุณลุงเจ้าของร้าน…
สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้คือความเกลียด
ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสิ่งที่เขาทำตกหล่นหายไป
ในเมืองที่ไม่มีใครสนใจใคร…
หรือว่าจะมีแค่เขาที่ยังไม่เคยฆ่าคน
เมื่อเดินออกจากร้านมากับยูมิ ในมือของเขามีถุงสองใบ ใบหนึ่งใส่ตุ๊กตาหน้าประหลาดของเขา อีกใบมีผ้ากันเปื้อนขาดลุ่ยที่ชุ่มไปด้วยเลือดและเริ่มจะจับตัวแข็งแห้งกรัง
โชคดีที่ถุงของร้านเป็นถุงทึบ จึงไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่อยู่ในนั้นเลย
and that is how he scored! I smile anytime ,when i see him :)
I’m too! :) Love Ivanovic so much!
“If you keep doing that it doesn’t matter whether you play well or not, people will admire you because you give everything.” — Gram le seux via Chelsea magazine
For my forever favorite player! Branislav Ivanovic! :)
วันสิ้นโลกอาจจะมาถึงและได้จากไปแล้ว โดยที่เราไม่เคยรู้
แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เราเป็นผู้เหลือรอดที่ยังคงอยู่…
โคอิจิขึ้นรถไฟสายนี้ทุกเช้า ในมือมีหนังสือเล่มเล็ก ๆ อยู่เสมอ บางครั้งมันเป็นสมุดจดคำศัพท์ บางครั้งเป็นนิยายเรื่องสั้น หรือบทกวีเล่มเล็ก ๆ เมื่อเขาก้มหน้าลงเพื่อใช้เวลาร่วมกับตัวอักษรตรงหน้า ผมแสกกลางที่ยาวปิดข้างแก้มก็ทิ้งตัวลงมาอีกเล็กน้อยประหนึ่งม่านดำที่ตัดขาดสายตาของเขาออกจากโลกภายนอก
มันควรจะเป็นอย่างนั้นถ้าไม่ใช่ว่าเขาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังขยับตัวเข้าหานักเรียนหญิงแปลกหน้าอย่างเงียบเชียบจากทางด้านหลังเข้าเสียก่อน
เด็กหนุ่มละสายตาจากตัวหนังสือแล้วเบนสายตาลอบมองคนทั้งคู่ผ่านม่านเส้นผม เมื่อถูกชายคนนั้นเข้าประชิดตัวเด็กสาวก็ขยับห่างไป แต่ตู้รถไฟที่คราคร่ำด้วยผู้คนไม่มีทางให้เธอหนีไปไหนได้ไกลนัก ชายคนนั้นจึงค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกครั้ง มันแทรกนิ้วลอดใต้กระโปรงของเธอเพื่อที่จะได้สัมผัสความนุ่มนวลของสาวแรกรุ่นได้อย่างถนัดมือ
โคอิจิก้มลงอ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้ต่อ
ก็มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เด็กหนุ่มคล้ายว่าได้ยินเสียงพูดปนสะอื้นแผ่ว ๆ บางทีอาจเป็นเสียงของเธอ ซึ่งคนอื่น ๆ เองก็คงได้ยินเหมือนกัน แต่แล้วยังไงล่ะ ไม่มีใครหันไปมองสองคนนั้นเลยสักคน สายตาของพวกเขากำลังจับจ้องไปที่อะไรบางอย่าง โทรศัพท์มือถือ ข้อความอีเมล์ กำลังแกะเล็บตัวเอง แสร้งทำเป็นหลับ นั่งใส่หูฟังที่เปิดเพลงดังสนั่น หรือจดจ่ออยู่กับหน้าหนังสือดังเช่นตัวเขา
‘เธอเป็นคนโดนนะ ก็ช่วยเหลือตัวเองหน่อยสิ’
‘นั่นก็แค่พวกบ้ากาม แค่กรี๊ดออกมามันก็หงอแล้วน่า…’
‘หัดสู้เสียบ้างสิ’
โคอิจิเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงการแตกฮือของฝูงชนในรถ
พวกคนที่อยู่ใกล้ ๆ ขยับเข้ามาเบียดเขาเหมือนหวาดผวาเพราะอะไรบางอย่าง มีเสียงที่ฟังดูประหลาดใจส่งเสียงขึ้นมาจากหลายคนบริเวณนั้น เด็กหนุ่มมองไปยังสาวน้อยที่เพิ่งถูกคุมคามจากชายแปลกหน้า แทนที่จะเป็นเสียงร่ำร้องขอความช่วยเหลือ มันกลับกลายเป็นมีดคัทเตอร์ในมือของเธอแทนที่ร้องออกมาว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเธอที่นี่ หลังจากนั้นเสียงประกาศว่ารถกำลังจะจอดที่สถานีดังก้องขึ้น กลุ่มผู้ชายด้านหลังของเธอขยับตัวเข้าใกล้ประตูฝั่งหนึ่งเหมือนเตรียมจะลงจากรถ เด็กสาวจึงเงื้อมีดในมือขึ้นและพุ่งตรงเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้นทันที
“…นั่นเธอจะทำอะไรน่ะ” โคอิจิเผลอขยับตัวเบียดคนอื่นเข้าไปหาเธอ แต่ไม่ทันการ มีดในมือของเด็กสาวถูกปักเข้าที่ลำคอของชายคนหนึ่งในกลุ่ม เธอกระชากมีดออก ปล่อยให้ลำน้ำสีแดงเข้มพุ่งออกมาจากร่างของอีกฝ่าย ชายคนนั้นส่งเสียงสำลักเหมือนคนกำลังจะจม มือกุมลำคอ ก่อนจะเซไปเกาะที่จับข้าง ๆ ประตู
สถานีอิคาบาเนะ… เสียงประกาศดังแว่วในโสตประสาทของพวกเขาทุกคนที่นั่น ทุกสายตาจับจ้องเป็นหนึ่งเดียวกัน คือร่างของชายที่ล้มลงจมกองเลือดกลางฝูงชนที่อัดแน่นกันอยู่ในรถไฟ หญิงสาวเงยหน้าและเงื้อมีดขึ้น ทำท่าจะเดินเข้าหาคนต่อไป แต่จังหวะนั้นเองที่โคอิจิคว้ามือเธอไว้ ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ ก่อนที่โคอิจิจะพูดขึ้นว่า
“ไม่เป็นไรนะ”
ไม่เป็นไรนะอะไร… เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อประตูเปิด เขาจูงมือเธอ รีบเดินออกมาจากรถไฟขบวนนั้น มีบางคนที่ลงสถานีนี้เหมือนกัน และบางส่วนก็ยังอยู่ในรถเพราะยังไม่ถึงที่หมาย ความตื่นตระหนกเงียบหายไปตั้งแต่เด็กสาวลดมีดในมือลง ศพของชายคนนั้นนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น คนใหม่ที่เดินเข้ามาในรถเมื่อพบศพก็เดินเลี่ยงเข้าไปอยู่ตรงมุมอื่นของรถไฟแทน โคอิจิและเด็กสาวที่ยืนอยู่เคียงกันหันไปมองภาพในตู้รถขบวนนั้น ก่อนที่มันจะปิดประตูลงและแล่นหายไปตามรางไกลสุดสายตา
เขาไม่ได้บอกเธอว่า ชายคนที่ลวนลามเธอ แท้จริงแล้วยังคงยืนหน้าซีดเซียวอยู่ข้างศพของอีกคนในรถขบวนนั้น
“ไม่มีใครคิดจะทำอะไรเลยหรือ” เธอพูดขึ้นระหว่างที่พวกเขาเดินออกจากสถานีมาด้วยกัน
“ที่นี่เป็นเมืองที่ไม่มีใครสนใจใคร แค่คนตายคนเดียว มันไม่ไปกระทบอะไรนักหรอก” โคอิจิตอบขณะกำลังเก็บหนังสือลงกระเป๋า
“เรื่องที่ทุกคนรู้ว่าฉันโดนลวนลาม แต่ไม่มีใครทำอะไรต่างหาก” เธอหันมามองเขา ทำหน้าดุ “แย่ที่สุดเลย”
“…นั่นสินะ”
“เสื้อก็เลอะหมดแล้ว เพิ่งซื้อมาใหม่แท้ ๆ” เธอบ่นต่อ พลางก้มดูชุดนักเรียนตัวเองที่เปรอะเป็นรอยจุด ๆ สีแดง
“ไม่มีใครสนใจหรอกน่า” เขาว่า “ที่นี่ไม่มีใครสนใจใคร…”
“แต่ว่านายทักฉันนี่” หญิงสาวหันมายิ้มให้เขา เธอไขว้มือไว้ข้างหลัง ในมือยังถือคัทเตอร์เปื้อนเลือดไว้พร้อมกระเป๋า เธอพูดถูก…เขาจับตาดูเธอมาตั้งแต่ตอนที่โดนคุมคามในรถไฟแล้ว แต่เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรเหมือนกันจนกระทั่งเธอชักมีดออกมา ที่ห้ามไปก็แค่คิดว่าโดนจับโน่นนี่นิด ๆ หน่อย ๆ แค่นี้แล้วจะฆ่าจะแกงกันเลยหรือไง ก็เท่านั้นเอง… แต่บอกไปก็ไม่รู้มีดนั้นจะหันมาปลิดชีวิตเขาแทนหรือเปล่า โคอิจิเลยตัดสินใจที่จะเก็บความจริงพวกนั้นเหยียบไว้ใต้เท้าตัวเองแทน
“เพราะถ้าเกิดมีคน ‘สนใจ’ ขึ้นมา เธอก็อาจจะต้องเข้าคุกน่ะสิ…” เขาตอบเอาใจ ขณะที่หญิงสาวเริ่มหันรีหันขวาง ดูเหมือนว่าเส้นทางไปโรงเรียนของเธอจะต้องเลี้ยวไปอีกทางนั่นเอง
“ต้องไปแล้วล่ะ อ๊ะ ฉันชื่อยูมินะ…นี่ ฉันขอเมล์ไว้ได้ไหม”
“โคอิจิ…” เขาแนะนำตัวสั้น ๆ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาส่งที่อยู่เมล์ให้
ยูมิเดินเร่งฝีเท้าไปอีกทางขณะที่เขายังยืนอยู่ที่เดิม เมื่อทอดสายตามองตามไป เขามองเห็นเธอเจอกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่ใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกัน ยูมิถือมีดวิ่งเข้าไปทักทายอรุณสวัสดิ์ และดูเหมือนจะเล่าเรื่องต่าง ๆ นานาที่เจอมาเมื่อครู่ ทำให้กลุ่มเพื่อนสาวส่งเสียงแหลมขึ้นอย่างแปลกใจ บางคนเข้ามาจับแขนเธอไว้และถามว่า แล้วเป็นอะไรหรือเปล่า
ในบรรดาเพื่อนสาวเหล่านั้นก็มีอยู่หลายคนที่บนเสื้อที่รอยเลือดเปรอะอยู่มากน้อยต่างกัน บอกให้รู้ว่าไม่ใช่ยูมิคนเดียวที่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างนั้น หรือบางคนอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ
แต่หญิงสาวควรจะรู้ว่าภายใต้ท่าทีเป็นห่วงเป็นใยของเพื่อนสาวด้วยกัน ใต้นั้นคือความว่างเปล่า เหมือนมิตรภาพบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอก็เช่นกัน เหมือนที่เธอไม่สนใจการฆ่าที่อาจจะผิดตัว ไม่สนใจคนบริสุทธิ์ที่ต้องตายไปมากกว่าความปลอดภัยของเธอเอง เหมือนการที่เพื่อน ๆ ของเธอก็ไม่สนใจว่าเธอเพิ่งจะทำให้ใครบางคนถึงแก่ความตายกับมือ เหมือนการที่ทุกคนคิดว่าเธอควรจะลุกขึ้นสู้เองเพราะพวกเขาก็ไม่อยากเป็นฝ่ายช่วย
โคอิจิเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง นึกถึงภาพของศพที่นอนตายโดดเดี่ยวในตู้รถไฟ และไม่มีใครสักคนที่จะหยิบมือถือขึ้นแจ้งตำรวจ เพราะการต้องไปให้ปากคำอาจจะทำให้พวกเขาไปทำงานสาย
นั่นก็เพราะว่าที่นี่เป็นเมืองที่ไม่มีใครสนใจใครเลย